คลาวด์ คอมพิวต้ิง เข้าใจได้ใน 2 นาที

Updated: Sep 17, 2018


จากเดิมที่เราเคยเก็บข้อมูลในแผ่นดิส ใน Flash Drive ใน External Hard disk ในคอมพิวเตอร์ และในมือถือ เคยมั้ยที่มีปัญหาอุปกรณ์เหล่านั้น เสีย หรือสูญหาย ทำให้ข้อมูลเราหายไปด้วย มาถึงยุคนี้ เราสามารถเก็บข้อมูลบนสิ่งที่ว่า Cloud หรือ เจ้าก้อนเมฆ ในอากาศ ทำให้เราสามารถเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลได้จากทุกที่ทุกอุปกรณ์ที่มีสัญญาอินเตอร์เน็ต เจ๋งไปเลยใช่มั้ยหล่ะ ไม่ต้องกลัวข้อมูลหายแล้ว




Cloud กลุ่มก้อนเมฆ เปรียบเสมือนอะไร


Cloud เปรียบเสมือน กลุ่มของเครื่อง Server ที่ให้บริการข้อมูล software หรือพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และ Hardware ที่ใช้งาน โดยสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้ตลอดเวลาด้วยอุปกรณ์ที่มี


แล้ว Cloud Computing ล่ะ เปรียบเสมือนอะไร


เจ้า Cloud Computing นี่ให้บริการเหมือนกันกับการฝากขายสินค้าในร้านสะดวกซื้อที่ผู้ผลิตไม่ต้องมีหน้าร้านค้าเอง ไม่ต้องมีระบบส่งของไปยังร้านค้าทั่วประเทศ แต่มีมืออาชีพที่ชำนาญด้านการขายและกระจายสินค้าโดยคิดค่าบริการตามเหมาะสม เช่นเดียวกันกับผู้ใช้บริการ Cloud Computing ที่ไม่ต้องมีความรู้ในการจัดการ Cloud


ตัวอย่างผู้ให้บริการ Cloud Computing ในปัจจุบันนี้ก็คือ Amazon EC2 เป็น server สำหรับใช้ทำงานและประมวลผลข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้ทำเพียงแค่ upload hard disk ทั้งลูก ที่ลงระบบปฏิบัติการและตั้งโปรแกรมทำงานให้เรียบร้อย ขึ้นสู่ server ของ Amazon ระบบ Cloud Computing ก็จะประมวลผลข้อมูลใน hard disk ลูกนั้น พร้อมมีช่องทางต่ออินเตอร์เน็ตให้ครบครัน ผู้สร้างไม่ต้องซื้อ server หรือจ้างวิศวกรมาดูแล เพียงแค่จ่ายค่าบริการให้ Amazon ตามอัตราการใช้งาน เช่น เวลาในการประมวลผลบน CPU หรือจำนวนข้อมูลรับส่ง แล้วหน้าที่รับผิดชอบ ในการดูแล server และระบบสำรองข้อมูลไม่ให้ล่ม ก็เป็นหน้าที่ของ Amazon นี่ก็เหมือนการที่เราโยนงานที่เราไม่เก่งให้ผู้เชี่ยวชาญไปดูแลแทน


แล้วมันต่างกับการเช่าใช้ Server ยังไงกันนะ ในเมื่อเราก็ต้องจ้างคนมาดูแลเหมือนกัน คำตอบคือ การเช่า Server จะทำงานบน computer เครื่องเดียว ต่างจาก Cloud Computing ที่ทำงานบนกลุ่มของ computer ที่เชื่อมโยงกัน คล้ายๆ grid computing ทำให้ Cloud มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับภาระการทำงานหนักๆได้ สมมุติ ว่าเป็น web ที่มีผู้เข้าใช้งานในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ถ้าใช้ Server ของตัวเอง คงมีปัญหาว่าจะต้องเพิ่ม Server อีกเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เพราะจำนวนผู้ใช้สูงขึ้นตลอด แต่ถ้าเป็น Cloud Computing ปริมาณการใช้งานจะไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถกระจายงานไปยัง Server อื่นๆ ในระบบโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกังวลเรื่อง Server จะล่มเพราะมีผู้ใช้บริการมาก

นอกจาก Amazon EC2 แล้ว ก็ยังมีผู้ให้บริการ Cloud Computing รายอื่นที่เป็นที่นิยมอีก อาทิ เช่น Amazon S3, Google App Engine, Windows Azure และ Salesforce.com


Cloud Computing มีประโยชน์ด้านธุรกิจ เพราะสามารถ ลดต้นทุนและความเสียหาย จากสิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ผู้ใช้ตามบ้านก็ได้รับประโยชน์ เช่นกัน เช่นการใช้บริการ anti virus ที่อยู่บน Cloud ผู้ใช้บริการไม่ต้องคอย update program ตลอด Computer ของเราจะได้รับการป้องกันด้วยเครือข่าย Server บน Cloud Computing ในอนาคต มีแนวโน้มว่า บริการหรือโปรแกรมต่างๆ จะขึ้นไปอยู่บน internet แล้วใช้พลังจาก Cloud Computing มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น บริการเอกสาร หรือบริการแต่งภาพ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องใช้ computer ราคาแพง และไม่ต้องลงโปรแกรมในเครื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการก็คือ internet ความเร็วสูง





มาดูถึงลักษณะการใช้งานของ Cloud กันบ้างนะครับ Cloud มีรูปแบบการใช้งานต่างๆ ดังนี้


Public Cloud ใครๆ ก็สามารถเข้าไปใช้ได้ ระบบถูกสร้างและออกแบบโดยผู้ให้บริการ ผู้ใช้เรียกใช้ได้ทันทีด้วยตัวเอง


Private Cloud รูปแบบการใช้งานเหมือน Public Cloud แต่มีข้อต่างคือจะถูกใช้โดยหนึ่งองค์กรณ์เท่านั้น การบริหารจัดการระบบทำโดยองค์กรเอง


Community Cloud เป