ธนาคารญี่ปุ่น วิกฤติ

Updated: Mar 22, 2020

พนักงานหลายพันตำแหน่ง เสี่ยงตกงาน เมื่อบริษัท เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ กำลังคุกคามธุรกิจแบงค์

จากเดิมที่ เราต้องไปธนาคาร ต้องไปกดบัตรคิว และเดินไปกรอกเอกสาร โดยมีเจ้าหน้าที่คอยสอบถาม ดูแล และเมื่อถึงคิวเราก็ค่อยๆเดินเข้าไปทำธุรกรรมกับเจ้าหน้าที่ บางครั้งก็เร็ว แต่หลายๆครั้งก็ต้องเข้าคิวกันนานพอควรทีเดียว


แต่ปัจจุบันเชื่อมีหลายๆท่านที่ ที่ไปสาขา แต่ไปเพื่อทำธุรกรรมผ่านเครื่อง ATM หรือ CDM อย่างเดียวโดยไม่ได้แวะทักทายเจ้าหน้าที่กันเลย และเริ่มมีหลายๆท่านที่แทบจะจำไม่ได้ว่า ครั้งสุดท้ายเราไปธนาคารเมื่อไหร่ โดยมีเจ้ามือถือเพื่อนยากที่แหละ ที่จัดการธุรกรรมส่วนใหญ่ให้


ล่าสุดธนาคารยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นทั้งสาม ที่ได้ประกาศแผนที่จะปิดสาขา และลดจำนวนพนักงานหลายพันคน ซึ่งเป็นเรื่องที่เรียกว่า ช๊อกกับวัฒนธรรม การจ้างงานตลอดชีพของญี่ปุ่น พอควร แต่ก็มีหลายๆท่านที่ยังมองว่า อาจจะยังช้าไป ไม่ทันกระแสดิจิทัล ที่เราเรียกว่า Digital Disruption ซึ่งมาแรงและเร็วมาก ตอนนี้แทบจะเรียกว่า วิกฤติเงียบกำลังก่อตัวในวงการธนาคาร...


จากข้อมูลจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น Tokyo - Mitsubishi UFJ จำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการที่สาขาลดลงกว่า 40% ในขณะที่จำนวนคนใช้ ธนาคารออนไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 40% ใน 5 ปีที่ผ่านมา


ปัจจุบันธนาคาร เจอปัญหารุมเร้าหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยที่ถูก และอัตราการเติบโตที่ต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันกับจำนวนลูกค้าที่ลดลงเรื่อยๆ โดยที่จำนวนสาขาแทบไม่ได้ลดลงเลย ซึ่งมีจำนวนกว่า 13,500 สาขา โดยจำนวนพนักงานแต่ละสาขามีเกือบ 30 คน ถ้าจะลดจำนวนสาขากันจริงๆ แสดงว่ามีหลายๆตำแหน่งที่จะต้องหายไป


มีหลายสำนักที่ทำนายกันไว้ว่า ธนาคารกำลังเจอมรสุมใหญ่ จากตัวเลขกำไรของ ห้าแบงค์ใหญ่ที่ลดลงกว่า 22% จากปีที่ผ่านมา ในขณะที่บริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ มีผลประกอบการที่ดีขึ้น จากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น


เมื่อตุลาคมทาง ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund) ได้ประกาศรายชือธนาคารที่เข้าข่ายที่จะไม่สามารถจะทำกำไรได้ ซึ่งธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งสามของญี่ปุ่น คือ Mizuho, Mitsubishi UFJ and Sumitomo Mitsui ติดอยู่ในชื่อนั้นด้วย


แถมทางที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง KPMG ก็ออกมาทำนาย อีกว่าบริษัท เทคโนโลยีใหญ่ๆ จะมาแทนที่ในอุตสาหกรรมธนาคาร ในอนาคต และไม่เกินปี 2030 ธนาคารจะถูกลดระดับไปอยู่เบื้องหลัง โดยจะเน้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การดำเนินการธุรกรรมหลังบ้านต่างๆ ที่เน้นการให้บริการโครงสร้งพื้นฐานแทน ที่สำคัญคือ สาขาจะหายไป พนักงานหลายๆตำแหน่งจะหายไป ซึ่งจะเป็นอะไร ที่ยากลำบาก ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


ยิ่งไปกว่านั้น การมาของ มิสเตอร์ แจ็ค หม่า ได้ส่งหนึ่งในบริษัทในเครือของ อาลีบาบา กรุ๊ป ชื่อว่า แอนท์ ไฟแนนเชียล (Ant Financial) ที่ให้บริการรับชำระเงินผ่านมือถือ อาลี เพย์ (Ali Pay) ซึ่งเติบโตแบบซูปเปอร์ ก้าวกระโดด ทำให้ธนาคารในญี่ปุ่น ทำอะไรไม่ถูกทีเดียว เชื่อไหมว่า จากปี 2013 ที่ยังไม่มีใครรู้จัก การชำระเงินผ่านมือถือกันเลย แต่เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น มูลค่าการชำระเงินผ่านมือถือโตไปถึง 30,000 ล้านเหรียญ เลยทีเดียว (ยอดนี้รวมกับมูลค่าการชำระเงินของ บริษัท เท็นเซ็น Tencent เข้าไปด้วย)


ทาง แอนท์ ไฟแนนเชียล ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ ต่อไปจะมีการให้บริการทางการเงินอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น เงินฝาก การลงทุน หรือ การให้สินเชื่อ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า แอนท์ ไฟแนนเชียล คือภัยที่คุกคามธุรกิจธนาคารญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด


คราวนี้มาดูกันว่า ธนาคารญี่ปุ่น กำลังพยายามทำอะไรกันบ้าง นาย Nobuyuki Hirano, ประธาน Mitsubishi UFJ Financial Group, ธนาคารใหญ่แห่งญี่ปุ่น ประกาศแผน ลดจำนวนตำแหน่งของกลุ่มบริษัทธนาคารพาณิชย์ลง 9,500 ตำแหน่ง ซึ่งมีพนักงานอยู่กว่า 40,000 คน ซึ่งจะให้แล้วเสร็จภายในปี 2023 ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทุกๆคนเป็นอย่างมากเพราะ ที่นี่เป็นธนาคารที่ถือว่าเป็นธนาคารที่ดูดีที่สุดในญี่ปุ่นแล้ว ในแผนจะรวมการแปลง 100 สาขาจากทั้งหมด 516 สาขา ให้เป็นสาขาอัตโนมัติ ที่จะมีเครื่อง ATM และ เครื่องวีดีโอโฟน แทนบริการแบบเดิมๆ