บิตคอยน์ 2 ปี เพิ่มขึ้น 600% หุ้น Gamestop ไม่ถึงเดือนราคาเพิ่มขึ้น 1,700% เกิดอะไรขึ้น?

Updated: Jan 31

เชื่อว่าพี่ๆ เพื่อนๆ จะได้ยิน หรือเห็นข่าวเกี่ยวกับ บิตคอยน์ กันบ่อยๆ ว่าขึ้นจากราคาหลักแสน เป็นหลักล้านในช่วงเวลา 2 ปี เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็มีอีกข่าวหนึ่ง ที่พาดหัวว่า


หุ้น Gamestop ไม่ถึงเดือนราคาเพิ่มขึ้น 1,700% จากหุ้นละไม่กี่ร้อย เป็นหุ้นละหมื่นกว่าบาท


แถมด้วยทำให้ มืออาชีพในวอลลสตรีท ต่างต้องเจ๋งกันเป็นแถบๆไป เกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น หุ้นบริษัทที่ไม่มีอนาคตอย่าง Gamestop (ที่ลูกค้าหดหาย เนื่องจากโคโรน่า ไวรัส หรือการซื้อเกมส์ออนไลน์ ที่ไม่ต้องไปซื้อที่ร้านเกมส์อีกต่อไป) ราคาหุ้นกลับพุ่งสูงขึ้น และปัจจัยที่ทำให้ราคาขึ้นนี้ กลับมาจากกลุ่มคนที่อยู่ในชุมชนออนไลน์ที่ชื่อว่า WallstreetBets บน Reddit ซึ่งในช่วงที่มีข่าวออกมา มีผู้เข้าร่วมชุมชนนี้เพิ่มจากเดิม 2 ล้านกว่า มากขึ้นจนตอนนี้มีผู้ติดตามเกินกว่า 7 ล้านคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าคิดกันเล่นๆถ้า 7 ล้านคนซื้อหุ้นคนละ 100 หุ้น ก็เท่ากับ มาความต้องการฝั่งซื้อถึง 700 ล้านหุ้นเลยทีเดียว


ซึ่งก่อนที่หุ้นจะขึ้นหุ้นราคาอยู่ที่ 10-20 เหรียญ สมาชิกของ WallstreetBets มีอยู่ 2 ล้านกว่า สมมติว่าซื้อคนละ 100 หุ้นก็เท่ากับสมาชิกลงเงินคนละ 30,000 - 60,000 บาท 2 ล้านคน ก็จะเป็น 200 ล้านหุ้น มูลค่าก็จะเป็น 6 แสนล้าน ถึง ล้านล้านบาทเลยทีเดียว จะเห็นว่ามีกำลังมากขนาดไหน ซึ่งผลลัพท์ก็ออกมาให้เห็นแล้วว่า ฝั่งกองทุนใหญ่ ขาดทุนยับขนาดไหน


GameStop นี้ถือว่าเป็นเกมส์การปั่นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นการเอาคืนของแมงเม่าต่อนายทุน Wall Street เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี Dow Jones ปิดลบเกือบ -700 จุด


GameStop เป็นหุ้นเล็กๆที่ไม่มีอนาคต ซึ่งทางกองทุนใหญ่ได้ทำการ short sell หรือยืมหุ้นไปขายไว้ อยู่ๆ ก็เริ่มโดนรายย่อยเข้าซื้ออย่างหนัก เพื่อหวังให้กองทุนต้องมาซื้อคืนที่ราคาขาดทุน


ซึ่งได้มีรายงานว่าเหล่ากองทุนใน Wall Street ขาดทุนเงินรวมกันในหุ้น GameStop ตัวเดียวไปกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญ (ุ6 แสนล้านบาท) และเงินเหล่านี้กำลังกระจายกลับไปสู่นักลงทุนรายย่อยที่เข้าร่วมอุดมการณ์กับห้องแชท WallStreet Bets ใน Reddit

และยังมีเงินที่ได้มาจากการเอาคืนในแบบเดียวกันจากหุ้น AMC, Koss Corp, Blackbeyry, Blockbuster และ อื่นๆอีกมากมาย ที่คาดว่านายทุน WallStreet คงจะเสียหายอีกหลายหมื่นล้าน


ปรากฏการณ์นี้ น่าสนใจมากๆ ที่แน่ๆ ก็เรื่องผลตอบแทนกว่า 1,700% แต่ที่อยากจะมากคุยกันในวันนี้ก็คือ ในมุมของการเอาคืนของนักลงทุนรายย่อย เพราะผลตอบแทน 1,700% นั่นส่วนใหญ่คนที่ขาดทุนก็คือ มืออาชีพใน Wallstreet แต่คนที่กำไรก็คือรายย่อย ซึ่งปกติจะกลับทางกัน


และล่าสุด กลุ่มนักลงทุนใน Reddit ส่งสัญญาณรวมตัวกันรุมซื้อราคาเหรียญ Crytocurrency XRP กันอย่างพร้อมเพรียง !คล้ายกับที่กลุ่ม Wall Street Bets ร่วมกันดันราคาหุ้น GameStop ! ล่าสุดทำให้ราคา XRP ดีดขึ้นไป 2 เท่าใน 1 วันเลยทีเดียว


คราวนี้มารู้จักกับแพลทฟอร์มที่เป็นจุดเริ่มต้นของการถล่ม Wallstreet กัน


Reddit ถือว่าเป็นเว็บบอร์ด ที่มีมูลค่ามากสุดในโลก หลักแสนล้านบาท แพลทฟอร์มนี้เป็นสังคมออนไลน์แนวเว็บบอร์ด ที่ไว้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน คล้ายๆกับ Pantip บ้านเรา ซึ่งจำนวนผู้ใช้งาน ไม่แพ้โซเชียลมีเดียดังๆ เลย


Reddit ชื่อมาจากคำว่า Read-it เปิดให้บริการตั้งแต่ ค.ศ. 2005 ปัจจุบันเป็นแบรนด์ภายใต้บริษัทที่เป็นเจ้าของช่อง Discovery ช่องสารคดีโลก และ Wired สื่อด้านเศรษฐกิจการเงิน


โดยสมาชิกสามารถเข้ามาตั้งกระทู้ และเขียนข้อความตอบกลับได้

เนื้อหาจะถูกแบ่งตามหัวข้อ เรียกว่า Subreddits สมาชิกสามารถกดติดตามเฉพาะ Subreddits ที่สนใจได้ ซึ่งมีอยู่มากกว่า 1 ล้านห้อง ซึ่งครอบคลุมแทบทุกเรื่องบนโลก


อีกเอกลักษณ์ที่สำคัญของ Reddit คือฟีเจอร์กดชอบ (Upvote) หรือไม่ชอบ (Downvote) และหากได้รับ Upvote หรือจำนวนคอมเมนต์ สูงระดับหนึ่ง กระทู้จะถูกดึงไปแสดงที่หน้าแรกของ Subreddits หรือหน้าแรกของเว็บ Reddit


และมีระบบสะสมคะแนน เรียกว่า Karma Point เพื่อจูงใจให้คนแสดงความคิดเห็นอีกด้วย ในปัจจุบัน Reddit มีผู้ใช้งานประจำ (Active User) ราว 400 กว่าล้านบัญชีต่อเดือน


ซึ่งจากการจัดอันดับของ Alexa เดือนมกราคม ปี 2021 ถือเป็นเว็บไซต์ที่มีคนเข้าบ่อยสุดอันดับ 7 ของสหรัฐอเมริกา และอันดับ 19 ของโลก ซึ่งสูงกว่า Wikipedia หรือ CNN เสียอีก


การที่ Reddit สามารถสู้กับสื่ออื่นอ่าง Facebook, Instagram ได้น่าจะเพราะเน้นสร้างสังคมออนไลน์ในแบบฉบับของตนเอง ตามเรื่องที่สนใจได้

แล้ว Reddit มีรายได้เท่าไหร่?


รายได้ของ Reddit มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปี 2018 รายได้ 2,400 ล้านบาท ปี 2019 รายได้ 3,700 ล้านบาท ปี 2020 คาดการณ์รายได้ 5,700 ล้านบาท


จากการเติบโตดังกล่าว ส่งผลให้ในการระดมทุน เมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2019 ซึ่งมี Tencent บริษัทเทคโนโลยีจากจีน เป็นหนึ่งในผู้ลงทุน Reddit ได้ถูกประเมินมูลค่าธุรกิจไว้ที่ 9 หมื่นกว่าล้านบาท


เรื่องราวของ Reddit แสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ในยุคดิจิทัลนี้ คือฐานลูกค้า เพราะถึงแม้มีสินค้าหรือบริการเจ๋งๆ แค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคนใช้ ก็ไม่มีประโยชน์ ในทางตรงกลับกัน ถ้าสิ่งที่เราสร้างจะดูธรรมดาอย่างเว็บบอร์ดแต่ถ้ามีผู้ใช้งานอยู่หลายล้านคน มันก็อาจมีมูลค่าธุรกิจมหาศาล เหมือนกับ Reddit ได้เช่นกัน


และถัดมาจาก Reddit ก็คือ Wallstreet Bets ซึ่งก็คือ Subreddit หรือชุมชนที่มีคนสนใจเรื่องการลงทุนหุ้น มาอยู่รวมกัน ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 7 ล้านคน ซึ่งเชื่อว่าชุมชนนี้เป็นที่พูดถึงมากเท่าไหร่ สมาชิกก็จะเพิ่มมากขึ้นอีกเท่านั้น ผมเองก็เพิ่งได้ยินชื่อชุมชนนี้ และก็ไปจอยเรียบร้อย เหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกโลกนึงเลย ได้เห็นอะไร ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย ไม่แน่อาจจะไปลองซื้อหุ้นตามเขาสักหน่อยเพื่อได้อานิสงศ์ 1,700% อย่างหุ้น Gamestop บ้าง (ล้อเล่น ล้อเล่น :) ) แต่สิ่งที่เห็นคือ การใช้เทคโนโลยีในการรวมคนที่สนใจเรื่องแบบเดียวกันมารวมกัน และไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนความรู้ แต่กลับเกิดเป็นพลังในการเปลี่ยนรูปแบบการเทรด การลงทุนในตลาดการเงินไปอย่างที่สิ้นเชิงเลยทีเดียว เชื่อว่าเดี๋ยวคงมีกรณีคล้ายกันมาให้เห็นอีกเยอะเลย


ภาพเหล่านี้คือการยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า กระแสการผลิกโฉมดิจิทัล (Digital Disruption) เริ่มระลอกใหม่อีกแล้ว และเป็นระลอกของการเปลี่ยนรูปแบบในการสร้างผลตอบแทน การทำกำไรในตลาดการลงทุนต่างๆ ทฤษฏีเดิมๆ ที่เราเคยรู้ ภาพเดิมๆ ที่เราเคยเห็นจะเปลี่ยนไปจากเดิมอีกมาก


สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คืออย่าให้ประสบการณ์ ความคุ้นเคย หรือความชำนาญแบบเดิมที่เราเคยใช้ประสบความสำเร็จมากำหนดความสำเร็จของเราในอนาคต เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เราเป็นเหมือนนักลงทุนมืออาชีพ Walstreet ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ตอนนี้ขาดทุนหลายหมื่นล้าน ด้วยพลังของนักลงทุนรายย่อยบน Wallstreet Bets


ถามว่า แล้วเราต้องทำอย่างไร เพื่อให้เราสามารถอยู่รอด หรือสร้างประโยชน์จากกระแสเหล่านี้ ทางที่ผมเชื่อมาตลอดก็คือ การที่เราสามารถเรียนรู้ ตามกระแส หรือไปจนนำกระแสเหล่านี้ได้ยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น


ผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ ตอนนี้คือการเรียนรู้ แต่ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้เรื่องอะไร แต่เป็น การเรียนรู้ ที่จะเรียนรู้ให้เร็ว ให้ได้มากๆ (Learning How To Learn) สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ


เพราะลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น และมากขึ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหน เราก็จะสามารถเรียนรู้ ปรับตัวได้ก่อนใคร ซึ่งผู้ชนะในอนาคต คือผู้ที่เรียนรู้ และปรับตัวได้เร็วกว่า


ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บ New York Times, cnn.com , alexa.com และเว็บลงทุนแมน


©2018 by ทีมงานพลเมืองดี(จิทัล) . 

  • TikTok
  • Instagram
  • Facebook Page พลเมืองดี
  • YouTube
  • blockdit
  • CareThaiBiz Logo